บทนำพระเมรุมาศ-พระเมรุ

การจัดริ้วขบวน

ประวัติการจัดพระราชประเพณี

งานพระเมรุมาศสมัยรัตนโกสินทร์

งานพระเมรุมาศพระบรมอัฐิ
สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก






ประเทศไทยมีระบอบการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลานานกว่า
๗๐๐ ปี แล้ว พระมหากษัตริย์ทรงเป็นที่เคารพสูงสุด เป็นมิ่งขวัญและเป็นศูนย์รวมแห่งพลังความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
ซึ่งเป็นพลังสำคัญที่ทำให้ประเทศชาติผ่านพ้นภัยพิบัติจากศัตรูทั้งภายนอกและภายในตลอดมา ประชาชนชาวไทยทั้งมวล
จึงมีความจงรักภักดีเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ นับได้ว่าเป็นวัฒนธรรมสำคัญของชาติสืบมา

ประวัติศาสตร์ของชาติได้จารึกไว้ชัดเจนว่าพระมหากษัตริย์ของไทยนับตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นต้นมา ได้ทรงมี
พระมหากรุณาธิคุณต่อประเทศชาติและประชาชนเป็นอเนกนานัปการ เพราะนอกจากจะทรงเป็นผู้นำชุมชนในการก่อตั้ง
ราชอาณาจักรแล้วยังทรงเป็นนักรบนำกองทัพต่อสู้ขับไล่อริราชศัตรูนำความร่มเย็นเป็นสุขมาสู่อาณาประชาราษฎร์
รวมทั้งยังทรงทะนุบำรุงสร้างสรรค์ ศิลปวัฒนธรรมและความเจริญในด้านต่างๆไว้เป็นมรดกสมบัติของชาติสืบทอดกันมา
เช่น กฎหมาย ศาสนา วรรณกรรม นาฏศิลป สถาปัตยศิลป และระเบียบประเพณีต่างๆ ในการดำรงชีวิต อีกด้วย

โดยเฉพาะในส่วนของประเพณีนั้น ได้กำหนดประเพณีขึ้นไว้เป็นแบบอย่างที่ดีงาม เพื่อประชาชนในชาติถือปฏิบัติ นับตั้งแต่เกิด
จนกระทั่งตาย เป็นเครื่องแสดงถึงความเป็นชาติที่มีอารยธรรมเป็นต้นว่า ประเพณีทำศพ ตามแบบแผนที่ปฏิบัติสืบต่อกันมานั้น
วัฒนธรรมไทยแต่โบราณกาลปลูกฝังให้มีจิตใจเคารพยึดมั่นในความกตัญญูกตเวทีต่อผู้ที่ทำคุณประโยชน์ไว้แก่ชาติบ้านเมือง
โดยเฉพาะพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า ซึ่งเป็นองค์ประมุขของบ้านเมือง มีคุณูปการแก่ประเทศชาติจึงได้รับความยกย่อง
เปรียบเสมือนสมมติเทวราช ฉะนั้นจึงมีประเพณีเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยตามระบอบเทวนิยม อันสืบเนื่องมาจาก
คติของพราหมณ์ปุโรหิตาจารย์ พระมหากษัตริย์เมื่อทรงพระราชสมภพถือเป็นทิพยเทพาตาร

ครั้นถึงวาระสุดท้ายแห่งพระชนมชีพ เมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จสวรรคต จึงโปรดใช้คำว่า สุรคต (หรือสวรรคต) หมายความว่า
เสด็จไปสู่เทวาลัยสถาน ณ เขาพระสุเมรุ และตามพระราชประเพณีจะจัดการถวายพระเพลิงพระบรมศพตามคติความเชื่อที่มีสืบมา
แต่โบราณกาล โดยอัญเชิญพระบรมศพไปถวายพระเพลิง ณ พนะเมรุที่ได้สร้างขึ้น ณ กลางใจพระนคร และในการประกอบพิธี
เกี่ยวกับพระบรมศพนั้น ได้ยึดถือการบำเพ็ญพระราชกุศลตามหลักของพระพุทธศาสนาเป็นสำคัญ

ตามโบราณราชประเพณีซึ่งถือปฏิบัติสืบกันมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อพระมหากษัตริย์ พระบรมราชินี เสด็จสวรรคต หรือพระบรมวงศ์
ซึ่งทรงประกอบคุณงามความดีไว้แก่ชาติบ้านเมืองสิ้นพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้จัดการบำเพ็ญพระราชกุศลและถวายพระเพลิงตามลำดับพระเกียรติยศหรือพระอิสริยศักดิ์

ในการนี้ พระบรมศพและพระศพจะได้รับการบรรจุไว้ในพระโกศทอง แล้วอัญเชิญขึ้นประดิษฐานเหนือพระเบญจาทอง
ในพระมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง มีการแต่งที่ประดิษฐานพระโกศตามพระเกียรติยศ แล้วบำเพ็ญพระราชกุศล
ทางพระพุทธศาสนา เมื่อถึงกาลอันควร ก็อัญเชิญพระบรมศพออกไปถวายพระเพลิง ณ พระเมรุมาศ ซึ่งสร้างเป็นพิเศษ
ดังกล่าวแล้วซึ่งมักจะเรียกเป็นสามัญว่า “งานออกพระเมรุ”

การสร้างพระเมรุมาศจะมีขนาดและแบบงดงามวิจิตรแตกต่างกันตามยุคสมัย และตามความบันดาลใจของช่างที่ออกแบบ
อย่างไรก็ดี ช่างยึดถือคติโบราณที่ดีสืบทอดกันมาช้านานในการกำหนดสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่จะประกอบกันขึ้นเป็นพระเมรุมาศ
และปริมณฑลพิธี สำหรับงานถวายพระเพลิง

คำว่า “พระเมรุมาศ” มิได้หมายถึงอาคารที่ใช้สำหรับถวายพระเพลิงองค์เดียว แต่ยังมีปริมณฑลรายล้อมโดยรอบ
ประดุจโบสถ์ วิหาร ซึ่งมีระเบียงล้อมรอบ ระเบียงที่ล้อมรอบพระเมรุมาศเรียกว่า “ทับเกษตร” มีความหมายว่า
“เขตอันเป็นที่พัก” ตรงส่วนมุมคด ของทับเกษตรทั้ง ๔ มุม เรียกว่า “ส้างหรือสำสร้าง” เป็นที่สำหรับพระสงฆ์สวดอภิธรรม
นอกจากอาคารดังกล่าวยังมีบริวาร ของพระองค์พระเมรุมาศ คือ ราชวัติ ฉัตร ธง รายล้อม หลังส้างหรือสำส้างมีรูปสัตว์รายรอบ
ถัดจากนั้นมี เสาดอกไม้ พุ่ม ดอกไม้ไฟ ค้านตรงข้ามพระเมรุมาศจะสร้างพระที่นั่งชั่วคราวขึ้นเป็นพระที่นั่งโถง
สำหรับสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าประทับ เมื่อเสด็จไปงานถวายพระเพลิงพระบรมศพ ณ พระที่นั่งชั่วคราวนี้
จะได้ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลก่อนถวายพระเพลิงพระบรมศพ จึงเรียกพระที่นั่งโถงองค์นี้ว่า “พระที่นั่งทรงธรรม”
ที่พรรณามาเพื่อให้เห็นเค้าของผังก่อนสร้างพระเมรุมาศโดยสังเขป ว่าประกอบด้วยส่วนสำคัญสิ่งใดบ้าง

เกี่ยวกับคติในการสร้างพระเมรุมาศนั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงสันนิษฐานไว้ว่า
“พระเมรุ” เห็นจะได้ชื่อมาแต่การปลูกสร้างปราสาทอันสูงใหญ่ขึ้นท่ามกลาง ปลูกปราสาทน้อยขึ้นตามมุมทิศ มีโขลนทวาร
(โคปุระ) ชักระเบียงเชื่อมถึงกัน ปักราชวัติล้อมเป็นชั้นๆ มีลักษณะดุจเขาพระสุเมรุตั้งอยู่ท่ามกลาง มีเข้าสัตตบริภัณฑ์ล้อม
จึงเรียกว่าพระเมรุ ทีหลังทำย่อลง แม้ไม่มีอะไรล้อมเหลือแต่ยอดแหลมๆ ก็คงเรียกว่า “เมรุ” ด้วยความเชื่อของคนไทย
แต่เดิมที่ยึดถือเรื่องไตรภูมิตามคติของพระพุทธศาสนาที่กล่าวถึงภาพจักรวาล อันมีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางของภูมิทั้งสาม
และรายล้อมด้วยสรรพสิ่งนานา นับแต่วิมานท้าวจตุโลกบาล เขาสัตตบริภัณฑ์ เป็นอาทิ ดังนั้นจึงได้นำคติความเชื่อจากไตรภูมิ
มาใช้ในการประกอบพิธีถวายพระเพลิง เพื่อให้ได้ถึงภพแห่งความดีงามอันมีแดนอยู่ที่เขาพระสุเมรุนั่นเอง สิ่งก่อสร้าง
ในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงจะมีส่วนจำลองให้ละม้ายกับดินแดนเขาพระสุเมรุด้วย ดังเช่นโบราณจะมีรูปสัตว์ป่าหิมพานต์
มีลักษณะหลากหลายนานาพรรณบนหลังตั้งสังเค็ดผ้าไตรถวายสงฆ์ เดินเข้ากระบวนแห่อัญเชิญพระบรมศพสู่พระเมรุมาศ
หรือแม้แต่การสร้างพระเมรุทองอยู่ภายในพระเมรุใหญ่ก็เชื่อว่าเป็นความคิดสร้างสรรค์ หมายความว่าถวายพระเพลิงพระบรมศพ
ณ เขาพระสุเมรุนั่นเอง

การปลูกสร้างพระเมรุมาศในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นมีความยิ่งใหญ่โอฬารมาก ปรากฎตามจดหมายเหตุและพระราชพงศาวดารว่า
พระเมรุมาศมีความสูงถึงสองเส้น และมีปริมณฑลกว้างใหญ่ไพศาลมาก เช่น พระเมรุมาศสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กล่าวว่า

“พระเมรุมาศ...โดยขนาดใหญ่ ชื่อ ๗ วา ๒ ศอก โดยลง ๒ เส้น ๑๑ วา ศอกคืบ มียอด ๕ ภายในพระเมรุทองนั้น ประกอบด้วย
เครื่องสรรพโสภณวิจิตรต่างๆ สรรพด้วยพระเมรุทิศพระเมรุราย แลสามสร้าง”

พระเมรุมาศครั้งนี้มีความสูงกว่าพระเมรุมาศสมเด็จพระนเรศวรมหาราช คือ ๕ วาเศษ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราชโองการให้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัดทอน การพระบรมศพของพระองค์เองลง เป็นต้นว่า
ให้สร้างพระเมรุมาศ มีขนาดเล็กลงเพียงพอถวายพระเพลิงได้ มิให้สูงถึง ๒ เส้นดังแต่ก่อน การปลูกสร้างพระเมรุมาศจึงลด
ขนาดลงนับตั้งแต่นั้นมา

การถวายพระเพลิงพระบรมศพแต่โบราณนั้นมีรายละเอียดมาก กล่าวคือ มักจัดเป็นงานใหญ่ประมาณ ๑๔ วัน ๑๔ คืน
เป็นเกณฑ์ ส่วนมากจะกำหนดเวลาตรงกับฤดูกาลที่ไม่มีฝนตกเช่นในเดือนเมษายน และมักจะเริ่มงานตั้งแต่ ๕ ค่ำ
หรือ ๖ ค่ำ ไปจนถึง แรม ๔ ค่ำ เหตุที่กำหนดวันไว้เช่นนี้เป็นเพราะว่าในสมัยโบราณจำเป็นต้องอาศัยแสงเดือน
ให้ความสว่างด้วย อาจสรุปวันที่ ประกอบพิธีไว้ได้โดยสังเขป ดังนี้

วันแรก อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุออกสู่พระเมรุ พระราชาคณะสวดพุทธมนต์
วันที่สอง เวลาค่ำจุดดอกไม้ไฟเป็นพุทธบูชาสมโภช แล้วแห่อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุกลับ เรียกว่า สมโภชพระบรมสารีริกธาตุงานสมัยกรุงศรีอยุธยาน่าจะยังไม่มี
วันที่สาม อัญเชิญพระบรมอัฐิออกสู่พระเมรุ สมโภชวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง
วันที่สี่ เชิญกลับ (สมัยกรุงศรีอยุธยาไม่มีการเชิญพระบรมอัฐิ เพราะพระบรมอัฐิบรรจุที่วัดหมด)
วันที่ห้า ถึง วันที่สิบเอ็ด เชิญพระบรมศพออกจากพระมหาปราสาทไปสมโภช ณ พระเมรุมาศ ๗ วัน ๗ คืน
วันที่สิบสอง ถึง วันที่สิบสี่ เมื่อถวายพระเพลิงเสร็จแล้ว สมโภชพระบรมอัฐิ อีก ๓ วัน ๓ คืน รวมเป็นงาน
ทั้งสิ้น ๑๔ วัน ๑๔ คืน

ขั้นตอนของงานพระราชพิธีแม้จะมีดังกล่าวข้างต้นไม่กี่วัน แต่ก็ต้องเตรียมงานเป็นลำดับอยู่หลายเดือนเช่น เตรียมสร้าง
พระเมรุมาศ และปริมณฑล ตลอดจนเตรียมสิ่งของเครื่องใช้ให้พรักพร้อม และต้องมีการซ้อมการยาตรากระบวนที่อัญเชิญ
พระบรมศพในจุดต่าง ๆ ด้วย

สิ่งที่ต้องจัดเตรียมให้พร้อมสำหรับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ นอกจากสิ่งก่อสร้างแล้วยังมีอุปกรณ์หลายสิ่ง
หลายอย่าง คือ พระโกศไม้จันทน์ เครื่องฟืนไม้จันทน์ ธูปทองเทียนทอง พระโกศบรรจุพระบรมอัฐิ และ พระผอบบรรจุ
พระบรมราชสรีรางคาร เครื่องดอกไม้สด ประดับบนพระเมรุมาศ และเครื่องหยวกแทง เป็นลวดลายประดับพระจิตกาธาน
เหล่านี้ต้องทำเตรียมพร้อมสรรพ บางอย่างเตรียมแต่เนิ่น ๆ ได้ แต่บางอย่างเช่นดอกไม้สดและหยวกจะต้องทำแล้วเสร็จ
ในคืนก่อนวันรุ่งขึ้น เชิญพระบรมศพเพียง ไม่กี่ชั่วโมง

การอัญเชิญพระบรมศพจากที่ประดิษฐานออกสู่พระเมรุมาศตามพระราชประเพณีถือว่ามีความสำคัญเป็นพิเศษ
เป็นการถวายพระเกียรติ แก่พระบรมศพหรือพระศพ ดังนั้นจึงอัญเชิญโดยกระบวนพระราชอิสริยยศทำนอง
กระบวนพยุหยาตราสี่สายดังที่ถือปฏิบัติสืบทอดกันมา ตั้งแต่โบราณกาล ใช้ราชรถสำหรับอัญเชิญพระบรมศพ
ตามหลักฐานในพระราชพงศาวดารกล่าวว่า ในแผ่นดินสมเด็จพระเพทราชา สมัยกรุงศรีอยุธยา ทรงใช้พระมหาพิชัยราชรถ
เชิญพระบรมศพ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ราชรถนี้ใช้กำลังคนลาก เป็นเครื่องประดับ พระเกียรติยศของพระมหากษัตริย์
เฉพาะงานบรมศพเท่านั้น มิใช่ราชพาหนะสำหรับเดินทาง เมื่อครั้งงานถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
เรียกราชรถเชิญพระบรมศพว่า “มหากฤษฎาธาร” ไม่เรียกว่า “พระมหาพิชัยราชรถ” ครั้งแผ่นดินสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
เรียกทั้งสองชื่อรวมกันว่า “พระมหาพิชัยราชรถกฤษฎาธาร” กระบวนแห่เชิญพระบรมศพสู่พระเมรุมาศ โดยพระมหาพิชัยราชรถ
นั้นมีความสง่างามยิ่งนัก ดังจะได้พรรณนาไว้ในเรื่องพระเมรุมาศสมัยกรุงศรีอยุธยาที่จะได้กล่าวต่อไปข้างหน้าในกระบวน
จะประกอบด้วยราชยาน ๕ คัน คือ ราชยานโปรยข้าวตอกดอกไม้ราชยานโยง ราชยานพระอ่านพระอภิธรรม นำพระมหาพิชัย
ราชรถทรงพระบรมศพ ซึ่งกระบวนจะแห่แหนตามพระราชอิสริยยศ

คำว่า พระราชอิสริยยศ หมายถึงเครื่องประกอบพระเกียรติยศตามพระราชอิสริยศักดิ์เฉพาะ เครื่องประกอบพระราชอิสริยยศ
พระบรมศพได้มีระเบียบกำหนดไว้เป็นแบบแผนตามโบราณราชประเพณี เช่น เมื่อพระบรมศพประดิษฐานเพื่อบำเพ็ญพระราชกุศล
ณ พระมหาปราสาท เครื่องประกอบเกียรติยศ คือ พระโกศทองคำประดับด้วยลวดลายมณีนพรัตน์ ประดิษฐานหนือแท่น
พระเบ็ญจาทอง ๓ ชั้นพร้อมด้วยเครื่องสักการะอันเป็นบริวารของพระโกศ หรือราชยาน ราชรถเมื่ออัญเชิญพระบรมศพจาก
พระมหาปราสาทไปสู่พระเมรุมาศ หรืออัญเชิญพระบรมอัฐิจากพระเมรุมาศไปยังพระบรมมหาราชวัง เชิญพระบรมราชเสรีรางคาร
ไปบรรจุหรือลอยอังคารตามโบราณกาลก็ตาม จะได้อัญเชิญไปด้วยกระบวนพระราชอิสริยยศ ซึ่งเรียกกันว่า “ริ้วกระบวน”
ทั้งสิ้น พระราชยานในริ้วกระบวนแต่ละริ้วมีคนหาม คนฉุดชัก มีเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศ คือ เครื่องสูง พระกลด บังสูรย์
พัดโบก บังแทรก พุ่มไม้เงิน พุ่มไม้ทอง จามร พระอภิรุมชุมสายแวดล้อมตามพระราชฐานันดรศักดิ์แห่งพระบรมศพหรือพระศพนั้น
พรั่งพร้อมด้วยเครื่องประโคม เช่น สังข์ แตร ปี่ กลองชนะ พร้อมสรรพด้วยโขลนพลโยธา แห่นำ ตาม แซงเสด็จ ทั้งคู่แห่ คู่เคียง
เป็นจำนวนมาก ซึ่งจะเข้ากระบวนไปอย่างมีระเบียบและสง่างาม

 

 

 

 
 
 
 
 
 
 
 


การจัดริ้วกระบวนพระราชอิสริยยศ โดยทั่วไปจะจัดดังลักษณะดังต่อไปนี้

ริ้วกระบวนที่ ๑ กระบวนพระราชอิสริยยศอัญเชิญพระโกศพระบรมศพจากพระมหาปราสาท ไปยังพระมหาพิชัยราชรถ โดยพระยานมาศสามลำคาน

ริ้วกระบวนที่ ๒ กระบวนพระราชอิสริยยศอย่างริ้ว ๑ ประกอบกระบวนทหารนำและตามอัญเชิญพระโกศพระ บรมศพประดิษฐาน
บนพระมหาพิชัยราชรถ ในกระบวนจะมีราชรถโยงราชรถโปรยข้าวตอกดอกไม้ ราชรถพระนำยาตรากระบวนจาก วัดพระเชตุพน
วิมลมังคลารามไปยังพระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง

ริ้วกระบวนที่ ๓ กระบวนพระราชอิสริยยศอย่างริ้วที่ ๑ เวียนพระเมรุ พระบรมศพทรงพระยานมาศหรือราชรถปืนใหญ่

ริ้วกระบวนที่ ๔ อัญเชิญพระบรมอัฐิสู่พระบรมมหาราชวัง โดยพระที่นั่งราเชนทรยาน มีพระวอสีวิกากาญจน์
เชิญพระราชเสรีรางคารสำหรับขัตติยราชนารี ( หากเป็นพระบรมราชสรีรางคารอัญเชิญด้วยพระราชยานกง )

ริ้วกระบวนที่ ๕ อัญเชิญพระบรมอัฐิเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง พระราชพาหนะเหมือนกระบวนที่สี่

ริ้วกระบวนที่ ๖ เชิญพระราชสรีรางคารไปบรรจุ ณ พระอารามโดยกระบวนรถม้าหรือพระราชยานคานหาม
( ปัจจุบันเชิญโดยรถยนต์มีทหารม้าแห่นำและตาม )

การจัดงานพระบรมศพสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า หรือสมเด็จพระบรมราชินีตามโบราณราชประเพณีที่เคยจัดในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีนั้น มีความยิ่งใหญ่โอฬารทั้งนั้น การปลูกสร้างพระเมรุมาศ ในการฉลองสมโภช และการจัดกระบวนอัญเชิญพระบรมศพ ครั้นถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ในยุคแรก บ้านเมืองยังอยู่ในภาวะศึกสงคราม การจัดงานพระบรมศพมิได้สร้างพระเมรุมาศสูงใหญ่เทียบเท่าพระเมรุมาศสมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการให้ตัดทอนการพระบรมศพของพระองค์เองให้น้อยลง เป็นต้นมาว่าให้สร้างพระเมรุมาศให้มีขนาดเล็กลงเพียงพอเผาได้ มิให้สูงถึง ๒ เส้นดังแต่ก่อน ได้ทรงสั่งให้งดการตั้งพระบรมศพฉลองที่พระเมรุเป็นเวลาหลายวันหลายคืน เปลี่ยนเป็นให้พระบรมศพออกพระเมรุแล้วถวายพระเพลิงให้เสร็จในวันเดียวกัน รุ่งขึ้นให้เชิญพระบรมอัฐิเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้มีพระบรมราชโองการ ให้ตัดจำนวนราชรถในกระบวนอัญเชิญพระบรมศพ
ลง ๓ คัน เหลือเพียง ๒ คัน การพระเมรุในสมัยดังกล่าวนี้ เมื่อจัดดำเนินตามรอยพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวดังกล่าวแล้วนี้ การพระเมรุก็เล็กลงพอสมควรและเป็นไปโดย
ประหยัดอยู่แล้ว

หลังจากที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว มีการเก็บพระบรมอัฐิประมวลลงในพระโกศทองคำลงยา ประดับพุ่มเฟื่องอัญมณี
เชิญไปประดิษฐานไว้ในที่อันควรแก่การสักการะต่อไปในสมัยกรุงศรีอยุธยาเชิญไปบรรจุไว้ ณ วัดพระศรีสรรเพชญ์ แต่สมัย
กรุงรัตนโกสินทร์เชิญประดิษฐานไว้ ณ พระบรมมหาราชวัง

ในสมัยโบราณ การจัดงานพระบรมศพเมื่อถึงเวลาถวายพระเพลิงนั้นจะได้มีการเตรียมการมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕-๗ เดือน นับตั้งแต่ปลูกสร้างพระเมรุมาศและเตรียมเครื่องประกอบอิสริยยศในกระบวนต่างๆให้พรักพร้อม เมื่อเวลาถวายพระเพลิง
ซึ่งเป็นเวลางานประมาณ ๑๐ – ๑๕ วันนั้น จะได้มีการแสดงมหรสพสมโภชประกอบด้วยเท่าที่ปรากฎในงานพระเมรุครั้ง
รัชกาลที่ ๑ ได้กล่าวถึงการละเล่นสมโภช คือ มอญรำ ละคร โขน หุ่น หนัง งิ้ว เทพทอง โมงครุ่ม ไต่ไม้ แพนรำ ไต่ลวด
กายกรรม เพื่อให้ประชาชนได้ชมด้วย และถือว่าเป็นงานที่ออกทุกข์ในเวลาเดียวกัน

ประวัติการจัดพระราชประเพณีพระบรมศพ

หลักฐานที่กล่าวถึงการจัดงานพระบรมศพที่เก่าแก่ที่สุด ปรากฏอยู่ในหนังสือไตรภูมิกถาหรือไตรภูมิพระร่วง พระราชนิพนธ์
พระมหาธรรมราชาที่ ๑ พญาลิไท แห่งกรุงสุโขทัย พระราชนิพนธ์เมื่อปีระกา มหาศักราช ๑๒๖๗ ประมาณ พ.ศ. ๑๘๘๘
ได้พรรณนาการจัดพระศพพระยามหาจักรพรรดิราช ความว่า

“เมื่อนั้น จิงพระญาจักรพรรดิราชนั้น ธ ก็ทิพธรชงคตพิธรชะโลมด้วยกระแจะจวงจันทน์ แลจิงเอาผ้าขาวอันเนื้อละเอียดนั้น
มาตราสังศพพระญาจักรพรรดิราชนั้น แล้วจิงเอาสำลีอันดีด้วยสะพัดได้แลร้อยคาบมาห่อชั้นหนึ่ง แล้วเอาผ้าขาวอันละเอียดมา
ห่อชั้น ๑ เล่า แล้วเอาสำลีอันละเอียดมาห่อเล่าดังนั้น นอกผ้าตราสังทั้งหลายเป็น ๑,๐๐๐ ชั้น คือว่าห่อผ้า ๕๐๐ ชั้น
แลสำลีอันอ่อนนั้นก็ได้ ๕๐๐ ชั้น จิงรดด้วยน้ำหอมอันอบแลได้ ๑๐๐ คาบ แล้วเอาใส่ในโกศทองอันประดับนิคำถมอ
แลรจนาด้วยวรรณลวดลายทั้งหลายอันละเอียดนักหนา แล้วจิงยกศพไปสงสการด้วยแก่นจันทน์กฤษณาทั้งห้า
แล้วบูชาด้วยเข้าตอกดอกไม้ทั้งหลาย ครั้นว่าสงสการเสร็จแล้ว คนทั้งหลายจิงเก็บเอาธาตุพระญามหาจักรพรรดิราชนั้น
ไปประจุแลก่อพระเจดีย์แทบทางพบแห่งกลางเมืองนั้น แต่ให้คนทั้งหลายไปไหว้นบบูชา...”

ครั้นล่วงมาถึงสมัยอยุธยายุคต้น ไม่มีหลักฐานกล่าวถึงการพระศพเลย จะเริ่มปรากฎในยุคกลาง ในหนังสือพระราชพงศาวดาร
กรุงศรีอยุธยา ซึ่งกล่าวถึงเฉพาะการสร้างพระเมรุสำหรับถวายพระเพลิงเท่านั้น มิได้กล่าวถึงรายละเอียดการจัดพิธี และในยุคปลาย
จะกล่าวถึงจดหมายเหตุพระบรมศพ คือ งานพระบรมศพสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระซึ่งพรรณนาเฉพาะตอนถวายพระเพลิง
แห่พระบรมอัฐิ และพระอังคาร และเรื่องงานพระเมรุมาศ สมเด็จเจ้าฟ้าสุดาวดี กรมหลวงโยธาเทพเพียง ๒ เรื่องเท่านั้น
ดังได้รวบรวมมาแสดงไว้ตามลำดับ เพื่อให้ผู้ที่สนใจศึกษาค้นคว้าเรื่องโบราณขัตติยราชประเพณีเกี่ยวกับพระเพลิงถวายพระเพลิง
พระบรมศพ




 

งานพระเมรุมาศ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

ในสมัยกรุงธนบุรี ไม่ปรากฎหลักฐานว่าได้จัดงานพระเมรุเลย พระศพชั้นสูงก็จะมีแต่พียงงานพระศพกรมพระเทพามาตย์
พระราชชนนี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งในพระราชพงศาวดารกล่าวไว้แต่ เพียงการจัดทำพระเมรุพระราชทานเพลิง
และแห่พระอังคาร ดังความว่า “ครั้นถึง ณ วันจันทร์ เดือนอ้าย ขึ้น ๑๕ ค่ำ ทรงพระกรุณาให้เชิญพระโกศพระอัฐิ สมเด็จพระ
พันปีหลวงกรมพระเทพามาตย์ ลงเรือบัลลังก์ มีเรือแห่กระบวนไปแต่พระตำหนักแพ แห่เข้าไป ณ วัดบางยี่เรือใต้ แล้วเชิญ
พระโกศขึ้นสู่พระเมรุ นิมนต์พระสงฆ์ สดับปกรณ์หมื่นหนึ่ง ทรงถวายไทยทานเป็นอันมาก ครบสามวันแล้ว เชิญพระโกศลงเรือ
แห่กลับเข้าพระราชวัง”ซึ่งเป็นงานพิธี ที่จัดขึ้นเพียงสังเขป เข้าใจว่าระยะนั้นจะยังเป็นเวลาที่อยู่ในยามศึกสงคราม
จึงไม่มีโอกาสได้ทรงจัดเต็มตามพระราชประเพณี

ครั้นสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชไทรงการถวายพระเพลิงพระบรมศพ
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อปีมะโรง ฉอศก แต่หมายรายการว่าได้ทรงจัดทำอย่างไรไม่มีเหลืออยู่เลย การที่ไทยต้อง
สูญเสียกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ เป็นเหตุให้แบบแผนโบราณราชประเพณีที่กำหนดเป็นหลักสำคัญของบ้านเมือง
ถูกทำลาย ลงจนหมดสิ้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ และสถาปนา
กรุงรัตนโกสินทร์ จึงมีพระราชดำริฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ประเพณีที่เคยมีมาแต่ก่อนให้คงอยู่เป็นแบบแผนของแผ่นดิน ทรงทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมประเพณีโบราณหลายประการ การพิธีถวายพระเพลิงพระศพเป็นส่วนหนึ่งที่ทรงกำหนดให้จัดขึ้น
เป็นแบบอย่าง ตามธรรมเนียมครั้งกรุงศรีอยุธยา ในรัชกาลของพระองค์ปรากฎว่า ได้จัดงานพระศพเจ้านายสำคัญ ๆ
หลายพระองค์ คือ งานถวายพระเพลิงพระบรมอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก งานพระศพ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท
เป็นต้น ดังจะได้นำการถวายพระเพลิง พระบรมอัฐิ สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก ซึ่งกล่าวไว้ในพระราชพงศาวดาร
กรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ มาแสดงดังต่อไปนี้

งานพระเมรุมาศพระบรมอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก

“ในปีเถาะ สัปตศก จุลศักราช ๑๑๕๗ (พ.ศ. ๒๓๓๘) นั้น การทัพศึกว่างลง ทรงพระราชดำริจะถวายพระเพลิงพระบรมอัฐิ
สมเด็จพระชนกาธิบดีสนองพระเดชพระคุณ เพราะเมื่อสมเด็จพระชนกาธิบดีสวรรคต เป็นเวลาบ้านเมืองเกิดจลาจล
พระราชวงศานุวงษ์กระจัดพลัดพรายกัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระพี่นาง สมเด็จพระอนุธาธิราชกรมพระราชวังบวร
สถานมงคล ก็หาได้ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระชนกาธิบดีไม่ จึงโปรดให้สร้างพระเมรุมาศขนาดใหญ่ และเครื่อง
มหรสพสมโภช เหมือนอย่างการพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดินครั้งกรุงเก่า

เจ้าอนัมก๊กและองค์สมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดี เจ้ากรุงกัมพูชาเมื่อได้ทราบข่าวก็แต่งทูตให้คุ้มสิ่งของเข้ามาทูลเกล้าฯ
ถวาย ช่วยในการพระเมรุทั้ง ๒ เมือง

ครั้น ณ เดือน ๕ ปีมะโรง อัฐศก จุลศักราช ๑๑๕๘ (พ.ศ.๒๓๓๙) การพระเมรุสร้างเสร็จแล้ววันขึ้น ๑๓ ค่ำ โปรดให้แห่
พระบรมสารีริกธาตุออกสู่พระเมรุ มีการมหรสพสมโภช ๓ คืน ๗ วันแล้ว ครั้นวันแรม ๑ ค่ำ จึงมีแห่พระบรมอัฐิสมเด็จ
พระชนกาธิบดีสู่พระเมรุ กระบวนแห่พระบรมอัฐิ ครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จทรงพระราชยานโยงพระบรมอัฐิเอง
สมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ก็ทรงพระราชทานโปรยข้าวตอก นำมาในกระบวนพระราชบรมวง
ศานุวงศ์ ทรงรูปสัตว์ สังเค็ต ประครองผ้าไตรเข้าในกระบวนแห่ด้วยหลายพระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในครั้งนั้นเป็น
อเนกประการ

อนึ่ง ในการมหรสพสมโภชพระบรมอัฐิครั้งนั้น มีโขนชักรอกโรงใหญ่ทั้งโขนวังหลวงและวังหน้าแล้วประสมโรงเล่นกลางแปลง